มาตรการทางภาษีเพื่อบรรเทาภาระหญิงมีครรภ์และสนับสนุนการมีบุตร

Tax Measures to Relieve Pregnancy Burden and Promote New Birth

บทคัดย่อ

อัตราการเกิดของประชากรในประเทศไทยลดลงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประชากรวัยแรงงานลดลง สาเหตุหนึ่งเนื่องจากการตั้งครรภ์ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ขณะเดียวกันก็ยังมีภาระภาษีจากเงินได้ในขณะตั้งครรภ์ แต่ยังไม่มีกฎหมายภาษีที่ช่วยบรรเทาภาระของหญิงมีครรภ์และสนับสนุนการมีบุตรอย่างแท้จริง ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ (Analysis) ปัญหาภาระของหญิงมีครรภ์ในประเทศไทย ศึกษากฎหมายต่างประเทศ และสังเคราะห์ (Synthesis) หาแนวทางแก้ไขกฎหมายไทยเพื่อบรรเทาภาระให้แก่หญิงมีครรภ์ และสนับสนุนการมีบุตรโดยใช้มาตรการทางภาษี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Research)ผลการวิจัยพบว่า กฎหมายภาษีที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีเพียงการหักลดหย่อนบุตรเท่านั้น ยังไม่มีมาตรการทางภาษีที่จะช่วยบรรเทาภาระให้แก่หญิงในระหว่างการตั้งครรภ์และคลอดบุตร ต่างกับกฎหมายต่างประเทศที่มีมาตรการบรรเทาภาระในระหว่างการตั้งครรภ์และคลอดบุตร เช่น กฎหมายภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกาให้หญิงมีครรภ์มีสิทธินำค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ (Medical Expenses) ในการตั้งครรภ์และคลอดบุตรมาหักลดหย่อนได้เฉพาะส่วนที่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว (Adjusted Gross Income หรือ AGI)ประเทศไทยควรบรรเทาภาระให้แก่หญิงมีครรภ์และสนับสนุนการมีบุตรโดยใช้มาตรการทางภาษีด้วยการให้ค่าลดหย่อนสำหรับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในระหว่างการตั้งครรภ์และคลอดบุตรเหมือนประเทศสหรัฐอเมริกา แทนการให้หักค่าลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 60,000 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 16 มกราคม 2561 ที่ให้เสนอเป็นกฎหมายออกมาใช้บังคับสำหรับปีภาษี 2561 เป็นต้นไปเพราะมาตรการทางภาษอี ากรของสหรฐั อเมรกิ าดงั กลา่ วเปน็ ไปตามหลกั ความเปน็ ธรรมในการเสยี ภาษี(Equity of Taxation Principle) และสามารถลดความเหลื่อมล้ำของบุคคลในสังคมและก่อให้เกิดความเสมอภาคได้ เนื่องจากผู้มีรายได้มากจะมีสิทธินำค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในระหว่างการตั้งครรภ์และคลอดบุตรมาหักลดหย่อนภาษีได้น้อยกว่าผู้มีรายได้น้อยหรืออาจจะหักลดหย่อนไม่ได้เลย ทำให้คนรวยต้องเสียภาษีมากกว่าคนจน หรือผู้มีความสามารถในการจ่ายภาษีมาก ควรเสียภาษีมากกว่าผู้มีความสามารถในการจ่ายภาษีน้อย สอดคล้องกับหลักที่ว่า บุคคลที่มีความสามารถในการจ่ายภาษีแตกต่างกันควรเสียภาษีแตกต่างกันจึงจะเป็นธรรม (Ability-to-pay Tax Principle)นอกจากนี้การหักลดหย่อนบุตรที่คลอดแล้วเพิ่มขึ้นจากคนละ 30,000 บาท ต่อปี เป็นคนละ60,000 ต่อปีตั้งแต่บุตรคนที่สองเป็นต้นไปตามคณะรัฐมนตรีวันที่ 16 มกราคม 2561 ก็ควรแก้ไขเป็นให้หักลดหย่อนบุตรตั้งแต่คนแรกเป็นต้นไปเพื่อเป็นการสนับสนุนการมีบุตรอย่างแท้จริง